วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บันทึก ทริปอาจารย์จิ๋ว

วันที่ 4 กรกฏาคม 2552

7 นาฬิกาไม่แน่ใจว่ากี่นาที เรา (เพื่อนๆ สถ.5 พี่ๆ ป.โท และคณะอาจารย์ ) เริ่มเดินทางออกจากเทคโนฯ ลาดกระบัง ผมมีสติอยู่บนรถไม่กี่นาทีหลังจากนั้นภาพก็มืดดับไป ผมหลับอย่างไรสติ "อ่าว ลง ลง ลง" ผมตื่นมาด้วยสภาพงัวเงียอย่างมาก เสียงอาจารย์จิ๋วเรียกให้ทุกคนลงจากรถ "ที่นี่ที่ไหน ?" ผมเดินลงรถด้วยสภาพงัวเงียเช่นเคย

"บ้านเขาแก้ว" จ.สระบุรี
สถานที่แรกที่เราไปถึง ไม่พูดพร่ำทำเพลง อาจารย์ และคณะเด็กๆ ถ่ายรูปกัน จ้าละหวั่น จนกระทั่ง คนคนหนึง ใส่เสื้อม่อฮ่อม ผูกผ้าเขาม้า เดินออกมา อาจารย์ ทรงไชย นั่นเอง แล้วท่านอธิบายให้เราฟังถึงเรื่องราวต่างๆ ของ ชาวน่าน ให้เราฟัง และ อาจารย์จิ๋วก็ช่วยเสริมเป็นอย่างดี พวกเรา เริ่มรู้สึก ได้ถึง เรือนไทย ที่ว่าง การใช้ลานหน้าบ้าน และการจัดวาง เรือนต่างๆ เรือนไทย ของชาวน่าน นี่ลึกซึ้งจริงๆ



"หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" จ.สระบุรี
เมือข้ามมาอีกฝั่งหนึ่งของถนนเราก็พบกับ หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี ภายในเป็นเรือนไทย การวางอาคารที่ลงตัว การใช้ที่ว่าง สวยงามมาก พวกเรา ทานข้าวกันที่นั้น อาหารอร่อย บรรยากาศ ก็ดี ผม กินข้าว
บนเนิน ซึ่ง มองลงไปเป็นแม่น้ำป่าสัก ช่างสวยงามจริงๆ หลังจาก ทานข้าวกันเสร็จ อารจารย์ ทรงไชย ก็ได้เล่าเรื่องราวต่างๆให้เราฟังอีกมากมาย จากนั้น ก็มีการแสดง ของ เด็กๆ ออกมาฟ้อนรำ เป็นที่น่ารัก และงดงามมาก หลังจากนั่นเราก็ออกเดินทางกันต่อ



"วัดพระนอน (โบราณสถาน)" จ.กำแพงเพชร
เป็นโบราณสถาน เหลือเพียงซากปรักหักพัง ผมยอมรับว่าเมื่อก่อนดู โบราณสถานไม่เป็น เห็นเป็นเพียงเสาตั้งเป็นแถวๆกับอิฐที่ร่วงหล่นตามกาลเวลา จนกระทั่งได้ฟัง อาจารย์จิ๋ว อธิบาย ถึงได้เข้าใจว่า ตรงส่วนนี้ หมายถึงอะไร ส่วนนั้นหมายถึงอะไร ถึงจะยังไม่เข้าใจอย่างทะลุปุโปร่ง แต่ ก็ทำให้ผมดูโบราณสถานอย่างพิจารณาเป็น หลังจากนั้น พวกเรา ก็ออกเดินทางอีกครั้ง สู่ จ.ลำปาง เพราะ พวกเราจะไปนอนกันที่นั่น ดูซิ ว่าลำปาง จะหนาวมาก หรือไม่




-------------------------------------------------------

วันที่ 5 กรกฏาคม 2552

8 นาฬิกาไม่แน่ใจว่ากี่นาทีเช่นเดิม งัวเงียลุกขึ้นจากเตียง โรงแรมที่ลำปางนอนสบายมากแอร์เย็นฉ่ำ ผมและเพื่อนๆไม่มีใครอยากตื่นซักคน แต่ไม่ตื่นก็คงไม่ได้ "เอ๊า!!! ขึ้นรถ" แล้วล้อใหญ่ๆของรถคณะก็หมุนไป

"วัดไหล่หิน" จ.ลำปาง
วัดไหล่หิน เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนา พวกเราเดินเข้าไปในวัดอย่าง ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะในขณะนั้นทุกคนต่างวิ่งกันเพื่อหลบฝน กระทั่ง อาจารย์จิ๋ว อธิบายให้ฟัง ถึง การใช้ต้นโพธิ์ต้นใหญ่สองต้นบริเวณทางเข้า ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เข้ามาอีกโลกหนึ่ง การใช้ที่ว่างของลานทราย การใช้เสกลของตัววัด ที่สามารถหลอกให้เรารู้สึกได้ว่าตัววัดมีขนาดใหญ่มาก และการใช้ ฉากหลังที่เป็นต้นยางขนาดใหญ่ พอ อาจารย์จิ๋วพูด จบ ผมรู้สึกขนลุก เพราะ ว่า สิ่งเหล่านี้เรารู้สึก แต่เราไม่รู้ตัว และเราไม่สามารถอธิบายมันได้ อาจารย์จิ๋ว และ ภูมิปัญญา ของคนในสมัยใหม่ก่อนนี่ ช่างล้ำลึก จริงๆ


"วัดพระธาตุลำปางหลวง" จ.ลำปาง
วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดที่มีขนาดใหญ่ ใหญ่จริงๆ คราวนี้เราไม่ได้ถูก หลอกจากการใช้สเกลแล้ว วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นวัดที่ได้รับการบูรณะอยู่อย่างสม่ำเสมอใน ขณะที่เราไป ก็มีการบูรณะ อยู่เช่นกัน ภายใน
วัดก็สวยงามเช่นเคย ความโอ่อ่า ความยิ่งใหญ่ และความสงบ อยู่ในที่เดียวกันอย่างประหลาด แล้ว อาจารย์จิ๋วก็เริ่มบรรยาย เมื่อก่อนลานวัดแห่งนี้ ก็เป็นลานทรายเช่นกัน แต่ในปัจจุบันได้ ถูกบูรณะใหม่ การใช้ที่ว่างจากภายในสู่ภายนอก ทำให้รู้สึกสงบ จากนั้น เราก็ได้ไปดูห้องส่งน้ำ ซึ่งนับเป็นสิ่งเดียวที่ยังเป็นของโบราณดั้งเดิมอยู่และ อีกไม่นานเท่าไหร่คงถูกรื้อทิ้ง เช่นกันเพราะอะไร? สิ่งของเมื่อมันเก่าและไม่ค่อยได้มีประโยชน์คนเราก็จะทิ้งมันไปใช่หรือไม่? จากนั้นผมได้เดินไปดูวิหารที่สร้างใหม่ สีทองอร่ามตัดด้วยสีแดงเพียงเล็กน้อย ช่างงดงามจริงๆ แต่ของใหม่หรือจะสู่ของเก่าที่ผ่านการเวลา ผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้?




"วัดปงยางคก" จ.ลำปางวัดเก่าแก่ วิหารเก่า กับ วิหารใหม่ ถูกตั้งอยู่คู่กัน เหมือนเป็นการนำมาเปรียบเทียบ วิหารพระแม่เจ้าจามเทวี วิหารไม้ ขนาดไม่ใหญ่มาก สีไม้ธรรมชาติ การเจาะช่องเล่นจังหว่ะ ซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง ลานทรายที่ทรายมีขนาดใหญ่จนบางทีน่าจะเป็นลานกรวดซะมากกว่า แต่ ทุกอย่างช่างดูลงตัวและงดงาม เมื่อเปรียบเทียบกับวิหารข้างๆ ซึ่งเป็นวิหารที่ ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างวิจิตร สีสันมากมาย การเจาะช่องที่ดูเมือนจะล้อมาจาก วิหารเก่าข้างๆ แต่ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลย




"ดูบ้านชาวบ้าน" จ.ลำปาง
รถคณะกำลังแล่นด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูงสำหรับคณะใหญ่ขนาดนี้ เอี๊ยดดดด!!!! น้าแป็ะเบรคกระทันหัน ทุกคนในรถงง กันอยู่พักใหญ่ จากนั้นอีกไม่นานมากก็มีคำสั่งให้ลงจากรถ อันนี้เป็นเรื่องที่ผมตกใจมากก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินจากรุ่นพี่ มาแล้วว่า "ทริป อาจารย์จิ๋วเนี่ย แกอยากลงตรงไหนก็ลง เรียกพี่แป๊ะจอดตลอด" แต่ผมไม่คิดว่าจะขนาดนี้ สุดยอดจริงๆ อาจารย์จิ๋ว จากนั้นแกก็พาพวกเราไปอยู่หน้าบ้านหลังนึง เจ้าของบ้านดูหน้าตางงๆ จะไม่งงได้ยังไงหล่ะ อยู่ๆก็มี ลุงคนนึงพร้อมกับเด็กๆร่วมร้อยคน มายืนออกันอยู่หน้าบ้าน แต่จากนั้นไม่นานพวกเราทั้งหมดก็ได้เข้าไปถ่ายรูปบ้านของแก แล้วก็เดินไปบ้านต่างๆอีกหลายหลัง เป็นบ้านชาวบ้านจริงๆ อาคารต้นไม้ การใช้ชีวิต ทุกอย่างถูกจัดสันอย่างลงตัว ตามที่มันควรจะเป็น จากนั้นพวกเราก็หมดแรงกันขอกลับไปนอนที่โรงแรมเถอะ ไม่ไหวแล้ว




-------------------------------------------------------

วันที่ 6 กรกฏาคม 2552

8 นาฬิกาเช่นเคย แล้วก็ไม่อยากตื่นอีกเช่นเคย แต่แล้วก็ผมก็ สดุ้งตื่นขึ้นมา "ข้าวซอยร้านโอมา" ผมลืมบอกไปว่าอาจารย์จิ๋วได้พูดถึงข้าวซอยร้านนี้ตอนอยู่ที่วัดไหล่หิน เป็นการพูดเปรียบ ให้เห็นชัดเจนเกี่ยวกับ
สถาปัตยกรรมโบราณและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สิ่งที่แกนำมาเปรียบเทียบนั่นคือ ความงาม ของลูกสาวร้านข้าวซอยโอมานั่นเอง และสิ่งนั้นทำให้ผมต้องตื่นเพื่อไปกินข้าวซอยร้านโอมา เช้าวันนี้จึงเป็นเช้าที่ สดชื่น!!
ของผมอีกหนึ่งวัน

"ดูบ้านชาวบ้าน" หมู่ 5 ต.ทุ่งกว๋าว อ.เมืองปาน จ.ลำปาง
วันนี้เราออกเดินทางลุยดูบ้านชาวบ้านกันแทบทั้งวัน ตั้งแต่บ้านหลังเล็กๆ จน บ้านหลังโต เราเดินดูกันอย่างสนุกสนาน พวกเราได้ซึมซับเอาความเป็นพื้นถิ่นเขาไปในสมอง และในที่สุดเมื่อพวกเราได้ถ่ายรูป ได้พูดคุยกับชาวบ้านที่แสนน่ารัก ณ เวลานั้นพวกเราก็ซึมซับเอาความเป็นพื้นถิ่นเข้าไปในใจอย่างไม่รู้ตัว บรรยากาศฝนตก แม้จะทำให้เพิ่มความลำบากในการถ่ายรูปบ้าง แต่ รูปที่ได้นั้นมันจะมีความเขียวที่ในเวลา ปกติ หรือเวลาที่แดดส่องนั้นไม่สามารถให้เราได้ ความเขียวที่มันชอุ่มได้ขนาดนี้ เมื่อเดินไปถึงจุดหนึ่ง พวกเราได้เจอกับ ท้องนา "!!!" ผมไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ แค่รู้สึกว่า ผมหายเหนื่อย มันสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ความ
เขียว ความชื้น ทุกอย่าง ส่งเสริมให้ผมรู้สึก หายเหนื่อย หลังจากนั้น การถ่ายภาพของผม ก็ไม่เกรงกลัวฟ้าฝน เพราะผมคิดว่าธรรมชาติและสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านสร้างขึ้น มันงดงามขนาดนี้แล้ว ถ้ากล้องมันจะพังก็
คงคุ้มที่ได้เก็บบันทึกภาพเหล่านี้ไว้ในความทรงจำแบบดิจิตอล ซึ่งมันเลือนหายตามกาลเวลาไปได้ง่ายกว่า การบันทึกภาพไว้ในความทรงจำของตัวผมเองแน่นอน







"วัดข่วงกอม" จ.ลำปาง
ครั้งแรกที่เห็น วัดนี้มีความงดงามมากนับเป็นวัดที่สร้างใหม่ที่มีความงดงามหนึ่งวัด แต่เมื่อพิจารณาดูส่วนต่างๆแล้ว มันค่อนข้างเหมือนกับรีสอร์ท แต่หากคิดให้ดีๆแล้ว หรือว่ารีสอร์ทในปัจจุบันถูกออกแบบมาให้เหมือนกับวัด "หน้าที่ของพวกเมิงคือคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ ทำวัดให้เหมือนรีสอร์ทหรือ ควรทำวัดให้เป็นวัด หรือว่าที่จริงแล้วรีสอร์ทเหมือนวัดมันสวย หรือว่า รีสร์ทมันควรจะเป็นรีสอร์ท"อ.วิวัตน์ พูดให้ผมฟังหลังจากที่ผมทำน่าฉงนอยู่น่ากุฎิ ที่เหมือนรีสอร์ท แต่นั่นยิ่งทำให้ผมฉงนเข้าไปใหญ่ หรือว่า เพราะในปัจจุบันรีสอร์ทในไทย ล้วนแต่ต้องการขายความเป็นไทย แต่แน่นอน อะไรจะชัดไปกว่าวัดหล่ะ ผู้ออกแบบจึงนำเอกลักษณ์ขงวัดไปใส่ โดยลืมที่จะคำนึงไป หรือว่า ผู้ออแบบวัดแห่งนี้ต้องการให้วัดมีความงามในแบบที่ทันยุคทันสมัยทำให้เกิดกุฏิที่มีลักษณะนี้ขึ้นมา?




-------------------------------------------------------

วันที่ 7 กรกฏาคม 2552

8 นาฬิกาไม่เปลี่ยนแปลง แต่วันนี้ลุกง่ายขึ้นเพราะ เช้านี้ผมมีเป้าหมาย ร้านโอมาเชนเคย อร่อยเช่นเดิม หัวเราะ หึหึ!! แต่นี่คงเป็นมื้อสุดท้ายที่จะได้กินที่นี่แล้วเพราะในวันพรุ่งนี้เราต้องเดินทางไปเชียงใหม่

"วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม" ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปางฝนยังตกอยู่เช่นเคยจนผม คิดว่าที่เรามา 9 วันนี่จะตกทุกวันเลยไหมเนี่ย!! วัดนี้ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่ใหญ่ เป็นอีกวัดที่ใช้ไม้เป็นส่วนใหญ่ วิหารมีการเล่นระดับของหลังคา เนื่องจากภายในมีการขยายพื้นที่ ภายในกอปด้วยลวดลายวิจิตร สีแดงกับสีทอง ให้ความรู้สึกน่าเคารพได้ดีกับสถาปัตยกรรมไทย นับเป็นความชาญฉลาดของภูมิปัญญา โดยรอบเป็นวิหารที่ส้รางขึ้นใหม่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาคารปูน แต่ก็ยังคงมีความวิจิตร แต่นั่นคงเปรียบเทียบกับวิหารเก่าได้ยาก


"วัดปงสนุกเหนือ" จ.ลำปาง
วัดนี้ยิ่งใหญ่ตระการตา ตัววัดอยู่บนเนินสูงขึ้นไป เป็นวัดที่ได้รับการบูรณะอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้หลายๆอย่างเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ยังคงไว้คือความเป็นชาวบ้าน ลวดลายต่างๆถึงแม้จะวิจิตร แต่หากยังคงไว้ซึ่งฝีมือของชาวบ้านที่ช่วยกันบูรณะวัดด้วยแรงศรัทธา ที่เห็นได้ชัดคือ มณฑป สีแดงฉูดฉาด ภายใน ตกแต่งด้วยลวดลาย มากมาย แต่ลวดลายเหล่านั้นไม่ได้ปราณีต อย่างช่าง หากแต่ ปารณีตอย่างที่ชาวบ้านควรจะเป็น แต่ก็ยังแฝง ภูมิปัญญาในการแก้ปัญหาทางสถาปัตยกรรมได้เป็นอย่างดี


"วัดศรีลองเมือง" จ.ลำปาง
เป็นวัดที่พวกเราพักกินข้าวกัน ผมเองคิดว่าวัดนี้คงเป็นวัดที่มีลวดลายต่างๆวิจิตรทีสุดล้วที่พวกเราได้ไปดูกันมา เป็นงานแบบพม่า สีแดง และสีต่างๆมากมายที่ไม่น่าเข้ากันได้ถูกนำมารวมไว้ในวัดนี้ แต่ทุกอย่างล้วน ลงตัว มีการใช้สังกะสี การซ้อนชั้นหลังคาหลายชั้น การจบของหลังคา การวางรางน้ำ ซึ่งยังคงถูกปรับปรุงอยู่ในปัจจุบัน เพราะยังคงมีปัญหาน้ำรั่วอยู่มาก


"ดูบ้านชาวบ้าน" จ.ลำปาง
จากนั้นพวกเราก็ทำเช่นเคยเดินถ่ายรูปบ้านชาวบ้าน ซึงบ้านชาวบ้านแถบนี้มีงานช่างที่ค่อนข้างปราณีต เราได้ไปเจอบ้านของยายคนหนึ่งแกน่ารักมาก คุยเก่ง บ้านแกก็สวยมากเช่นกัน แต่ผมไม่ค่อยมีสมาธิในการถ่าย
ภาพเท่าไหร่เนื่องจากผม ปวดท้องหนัก สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือ วัด ผมกับเพื่อนร่วมชะตาอีกคนหนึ่ง เดินดิ่งเพื่อหาวัด เมื่อเจอวัด ก็ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง ต่างคนต่างจัดการธุระ แต่เมื่อออกจากห้องน้ำ ภาพทีเห็น คือ ท้องฟ้าในบรรยากาศโผล้เพล้ วัดมีการประดับประดาด้วยไฟอย่างชาวบ้าน และชาวบ้านกำลังเดินเวียนเทียนกันอยู่ เป็นภาพที่งดงามจริงๆและผมก็ไม่ลืมที่จะกดชัตเตอร์อีกหลายครั้ง
จากนั้นเราก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางไป จ.เชียงใหม่ คืนนี้เราพักกันที่ สนามกีฬา 700 ปี




-------------------------------------------------------

วันที่ 8 กรกฏาคม 2552

8 นาฬิกา นาฬิกาปลุกใช้ไม่ได้ผลกับวันที่ต้องเสียพลังงานไปขนาดนี้ ช่างเหนื่อยเหลือเกิน แต่ก็ยังคงต้องลุกขึ้นจากที่นอน เพราะยังคงมีความรู้รอเราอยู่มาก วันนี้ฝนไม่ตกแล้ว แต่ปัญหาต่อไปคือแดดที่เหมือนจะแรงผิดปกติแต่ไม่เป็นไร เพื่อความรู้ !!

"วัดพันเตา" จ.เชียงใหม่
พระวิหารหอคำหลวง เป็นวิหารไม้ในอดีตเป็นท้องพระโรง มีการลดชั้นหลังคา การก่อสร้างเป็นแบบทำเป็นชิ้นๆแล้วนำขึ้นไปประกอบข้างบน ลวดลายแกะสลักมีความวิจิตรงดงาม ด้านข้างมีศาลาเป็นเรือนเครื่องผูก ซึ่งในตอนแรกสร้างขึ้นชั่วคราวเท่านั้น แต่เมื่อการเวลาผานไปตัวศาลายังคงทน จึงใช้มาจนถึงปัจจุบัน



"โรงแรม ยู เชียงใหม่" จ.เชียงใหม่เป็นโรงแรมที่ผสานสถาปัตยกรรมไทย กับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ได้อย่างลงตัว การเจาะช่องแสง กรใช้เส้นสายต่างๆ การจัดแลนด์สเคปเพียงน้อยนิดบริเวณหน้าโรงแรมทำได้ลงตัวและน่าสนใจอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องอยากสำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นการผสมผสานเช่นนี้


"วัดอินทราวาส(ต้นเกว๋น)" ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่
วัดต้นเกว๋น เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก แต่รายละเอียดนั้นมากมายเหลือเกิน และที่แตกต่างจากวิหารอื่นคือวิหารนี้ไม่ได้ยกพื้นสูง และสองฝั่งของบันใดตกแต่งด้วยเหงา ทอดตัวลงมาถึงด้านล่าง การเจอะช่องที่อยู่ค่อนข้างต่ำ เพราะเวลาใช้จริงนั้นคนที่อยู่ในวิหารจะนั่งลงกับพื้นซึ่งพอดีกับระดับช่องพอดี และการขยายออกของแปลนทำให้ข้างในใหญ่ขึ้น ในขณะนั้นแดดแรง ถึง แรงมากทำให้การถ่ายภาพนั้นต้องเลือกระหว่างโอเวอร์ หรือ ย้อนแสง(อันเดอร์)ไปเลย ซึ่งทำใจได้ยากในการกดชัตเอร์แต่ละครั้ง เพราะทั้งท้องฟ้าแต่ตัวสถาปัตยกรรมนั้นช่างงดงามเหลือเกิน


"โรงแรม ราชมังคลา" จ.เชียงใหม่
ลานทราย สัดส่วนอาคาร รูปทรงหลังคา ช่องแสง ฯลฯ เอกลักษณ์ของวัดทางเหนือ ได้ถูกนำมาใช้อย่างลงตัวภายใน โรงแรมแห่งนี้ ความสงบในแบบของเซ็น ธงภูฎาน ฯลฯ เอกลักษณ์ของชาติต่างๆที่ เจ้าของและผู้ออกแบบเคยเดินทางไป ก็ได้ถูกรวมไว้ในโรงแรมแห่งนี้เช่นกัน การผสมผสานอย่างลงตัว การออกแบบ ที่ว่างย่างปราณีต การใช้พื้นที่จำกัดอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เน้นจำนวนห้องพัก นับเป็นจุดเด่นที่สุดของโรงแรมแห่งนี้



-------------------------------------------------------

วันที่ 9 กรกฏาคม 2552

8 นาฬิกา และนาฬิกาปลุกยังไม่มีความหมายเช่นเคย แต่ก็มีเรื่องให้ต้งรีบลุกขึ้นมาอยู่ เพราะ วันนี้เราจะได้ไปกินข้าวกันเช้าที่ มช.!!!

"พิพิธภัณฑ์บ้านไทยภาคเหนือ" จ.เชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์บ้านไทยภาคเหนือ ได้มีการย้ายบ้านจริงๆจากที่ต่างๆ ที่มีมีคุณค่า และความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม มาตั้งไว้ที่นี่ ซึ่งบ้านทุกหลังล้วนมีความงดงามในแบบของมัน มีการแก้ปัญหา การใช้พื้นที่ต่างๆที่มีสเนห์อย่างที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบ ได้เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจาก ประโยชน์ใช้สอยจริงๆที่ชาวบ้านเป็นผู้ใช้ และเป็นผู้ทำมันขึ้นมา


"ดูบ้านชาวบ้าน" จ.เชียงใหม่
หลังจากที่ได้ดูบ้านในพิพิธภัณฑ์แล้วเราก็คงต้องออกมาดูบ้านที่ยังใช้จริง อยู่ในสถานที่จริง บริบทแวดล้มที่เป็นของจริงกันบ้าง เราได้เห็นชีวิตชาวบ้าน งานสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจาก บ้านจังหวัดลำปาง แต่ก็ยังคงมี
ความคล้ายคลึงกัน ชาวบ้านที่นี่ก็ยังคงน่ารัก วิถีชาวบ้าน คน สุนัข ควาย มด แมลง ยังคงเดินขวักไขว่ ต้นไม้เขียวขจี มีสีอื่นๆแซมเป็นจังหว่ะธรรมชาติ ต้นไม้สูงใหญ่เรียงสลับกันไปอย่างมีจังหว่ะ มีการทำนาผืนเล็กๆที่
พอเพียงกับความต้องการ แค่นี้ชีวิตก็คงเพียงพอแล้ว เห็นแล้วก็ยังอดรู้สึกอยากใช้ชีวิตเช่นนี้บ้างไม่ได้ แต่คงไม่สามารถอยู่ได้ เพราะวันนี้เราต้องเดินทางไกล เพื่อลง สุโขทัย และเพื่อพักผ่อนหลับนอนที่นั่น




-------------------------------------------------------

วันที่ 10 กรกฏาคม 2552

8 นาฬิกา โรงแรมที่สุขโขทัยก็ยังคงนอนสบายเช่นกัน ความมาสามารถในการลุกจากที่นอนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย หากแต่จะลดลงซะด้วยซ้ำ

"สนามบินสุโขทัย - สุโขทัย เฮอริเทจ รีสอร์ท" จ.สุโขทัย
การหลับบนรถไม่เป็นเรื่องดีเอาซะเลย ผมตื่นขึ้นมาบนรถ สภาพงัวเงียเช่นเคย เมื่อลงจากรถได้แต่ยืนตะลึงว่า ที่นี่มันที่ไหนกันวัด็ไม่ใช่ จนได้ยินเพื่อนๆพูดกันว่า สนามบิน "สนามบิน!!!" ผมตกใจมากเพราะคำ
ว่าสนามบิน ภาพในหัวของผมจะเป็นอาคารที่ทันสมัย ติดเครื่องปรับอากาศ เหล็ก กระจก โชว์โครงสร้าง โชว์เทคโนโลยี ความสามารถทางเศรษฐกิจ ของประเทศนั้นๆ แต่ที่นี่ ไม่ใช่ มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมไทย
เข้าไปอย่างลงตัวไม่มากหรือน้อยเกินไป การใช้ที่ว่างๆต่างๆซึ่งเป็นสเนห์ของเรือนไทย สนามบินแห่งนี้ก็สามารถจัดสรรได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งในส่วนสนามบิน และ ส่วนโรงแรม ประกอบกับการส่งเสริมด้วยบริบทโดยรอบ ให้มีการทำนา เลี้ยงสัตว์ เพาะพันธ์กล้วยไม้ ทำให้ยิ่งส่งเสริมให้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยได้เป็นอย่างดี


"ศุนย์ศึกษา - อนุรักษ์เตาสังคโลก" จ.สุโขทัย
อาคารมีการผสมผสานสถาปัตยกรรมไทย หลังคา ล้อสัดส่วน การเจาะช่องแสง และทีสำคาญคือการใช้เส้นสาย ให้มีความสัมพันธ์กับ บริบทรอบข้าง การใช้เส้นสายนำสายตา การรู้จักจัดวางบริเวณหยุดสายตา อาคารหลังนี้ทำได้เป็นอย่างดี ในด้านประโยชน์ใช้สอยแล้วอาคารหลังนี้ ก็ยังสามารถให้ความรู้กับบุคคลทั่วไปได้เป็นอย่างดีเช่นกัน



"วัดเจดีย์เก้ายอด - วัดนางพญา - วัดเจดีย์เจ็ดแถว - วัดพระศรีมหาธาตุเชลียง " จ.สุโขทัย
โบราณสถาน อยู่ภายใน อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นแห่งรวม โบราณสถานที่มีความหมายมากมาย สถาปัตยกรรมที่ผ่านเวลามาเนินนาน ไลเคนสิ่งมีชีวิตเล็กอาศัยอยู่ภายในศิลาแลง ทุกแห่ง ทุกชิ้นส่วนล้วนเป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และแน่นอนมีความสำคัญกับพวกเรา นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ซึ่งควรจะต้องรู้ในกำพืดของตัวเอง สำหรับวันนี้ เราไม่สามารถถ่ายภาพ วัดพระศรีมหาธาตุเชลียง ได้เนื่องจากแสงหมดซะก่อน จึงเก็บภาพได้เพียง ภาพกลางคืนเท่านั้น





-------------------------------------------------------

วันที่ 11 กรกฏาคม 2552

5 นาฬิกา ผมไม่ได้พิมผิด วันนี้เราต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 5 จริงๆ เพื่อไปถ่ายภาพ วัดพระศรีมหาธาตุเชลียง ที่เราไม่สามารถถ่ายได้จากเมื่อวานเนื่องจากแสงหมด

"วัดพระศรีมหาธาตุเชลียง" จ.สุโขทัย
แต่แล้วมันก็คุ้มกับการที่เราต้องตื่นเช้า แสงสลัวในยามเช้า น้ำค้างยอดหญ้า อากาศเย็นสบาย ทุกอย่างส่งเสริมให้ตัววัด ดูมีความอบอุ่นและมีคุณค่ายิ่งขึ้น วัดพระศรีมหาธาตุเชลียง เป็นหนึ่งในไม่กี่วัดที่ยังคงเหลือองพระอยู่ แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ ในอดีตได้เป็นอย่างดี


"วัดกุฎีราย" จ.สุโขทัย
หลังจากขึ้นรถได้ไม่นานพวกเราก็ลงกันที่ วัดเล็กๆวัดหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือ วัดกุฎีราย วัดที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างคอเบลในแบบของสถาปัตยกรรมไทย


"วัดมหาธาตุ" จ.สุโขทัย
วัดหมาธาตุ วัดที่อยู่งตรงกลางเป็นวัดที่มีอนาบริเวณกว้างขว้างที่สุดในอุทยาน และยังคงเหลือซากปรักหังพังที่พอจะดูเป็นรูปเป็นร่างที่สุด แสดงถึงความงดงามเป็นอย่างยิ่ง การใช้เส้นตั้ง เส้นนอนที่งดงาม ชาญฉลาด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าในอดีต อาณาจักรแห่งนี้จะยิ่งใหญ่เพียงใด นอกจากนี้ ยังมีร่องรอยของการก่อสร้างเปรียบเทียบระหว่าง วิหารในสมัยสุโขทัย และอยุธยา อย่างชัดเจน


"ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว - อุทยานแห่งชาติสุโขทัย" จ.สุโขทัย
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่มีที่ตั้งที่แปลกมากคืออยู่เกืบ้ทายของอุทยาน ซึ่งอาจจะตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ไม่ดีนักเนื่องจาเหมือนถูกหลบซ่อนอยู่ แต่ผมคิดว่า ทางอุทยานอาจจะตั้งใจให้นักท่องเที่ยวได้ชมโบราณสถานทั้งหมดแล้วทำความเข้าใจด้วยตนเองก่อน จากนั้นจึงมาหาความกระจ่างที่ศุนย์บริการนักท่งเที่ยว ก็เป็นได้ แต่หากพูดถึง ตัวอาคาร นั้นแทบไม่มีที่ติ สถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม ประโยชน์ใช้สอยที่ครบครัน ช่องแสง จังหวะ การจัดวางอาคาร ทำออมาได้ลงตัว


"วัดพระพายหลวง" จ.สุโขทัย
เป็นปราสาทขอมแสดงถึงงานก่อสร้างก่อนสถาปนาสุโขทัยเป็นราชธานี แต่เจดีย์ชำรุดทรุดโทรมจนศึกษารูปได้ไม่แน่ชัด นอกจากนี้ยังมีหลักฐานแสดงว่าวัดสำคัญแห่นี้ได้เคยถูกบูรณะมาตั้งแต่ในสมัยสุโขทัยอยู่หลายครั้ง ทำให้การสันนิษฐานยิ่งยากขึ้นไปอีก


"วัดศรีชุม" จ.สุโขทัย
วัดที่มีรูปทรงที่ดูแปลกคล้ายงานสถาปัตยกรรมทางตะวันตก ด้วยหลังคามณฑปอยู่ในทรงกรวยเหลี่ยม แต่น่าเสียดายที่เราไปในเวลาที่ค่อนข้างเย็นมาก จึงไม่สามารถเข้าไปถ่ายภาพในมณฑปได้ แต่ด้วยความพยามก็
ได้ภาพที่น่าประทับใจมา ซึ่งนับเป็นภาพชุดที่ผมประทับใจเป็นอย่างมาก



"วัดเขาน้อย" จ.สุโขทัย
อาจารย์จิ๋วพาเราเดินขึ้นเนินไปเล็กน้อย ถึงจุดๆนึงซึ่งคงเป็นจุดชมวิว มองลงไปเบื้องล่างเป็นทะเล มีฉากหลังเป็นภูเขา ท้องฟ้าในยามเย็น ประกอบกับต้นไม้สองข้างทาง ช่างเป็นภาพที่งดงามเกินบรรยายจริงๆ เป็นการจบวันที่สวยงามที่สุดวันหนึ่งในการมาทริปครั้งนี้



-------------------------------------------------------

วันที่ 12 กรกฏาคม 2552

8 นาฬิกา คราวนี้เรากลับมาเริ่มออกเดินทางกันที่ 8 นาฬิกาอีกครั้ง ค่อยยังชั่วหน่อยที่ไม่เป็น ตี 5 เหมือนเมื่อวาน แล้วเราก็เดินทางออกจากสุโขทัย มุ่งหน้าสู่ พิษณุโลก"วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ" จ.พิษณุโลก
วัดใหญ่วัดหนึ่งใน จ.พิษณุโลก ผู้คนมากมาย ผมจะไม่พูดถึงความงดงาม ซึ่งแน่นอน ว่ามันงดงามมากๆอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมจะพูดถึงคงเป็นความรู้สึก ซึ่งจาก 8 วันที่ผ่านมาเราเข้าออกแต่วัดชนบท วัดที่เป็นประวัติ
ศาสตร์เก่าแก่ วัดที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินควักไขว่ วัดที่เรียกว่า "สงบ" จริงๆ แต่ที่วัดนี้ เราไม่สามารถหาความรู้สึกอย่างนั้นได้เลย ทุกอย่างดูเป็นธุระกิจไปหมด ช่างต่างจาก 8 วันที่ผ่านมาจริงๆ



ในฐานะอนาคตสถาปนิกอย่างผม สิ่งที่ได้รับมากที่สุดในทริปนี้คงเป็นสำนึกในการอนุรักษ์ เพราะผมคงไม่สามารถเก็บเกี่ยวความรู้ในทุกอย่างที่อาจารย์จิ๋วสอนในทริปนี้ได้ เพราะมันช่างมากมายเหลือเกิน สถาปนิกเป็นอาชีพทีสามารถกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ได้ก็จริง แต่งานสถาปัตยกรรมนั้นๆจะไม่มีประโยชน์เลยหากมันขัดกับพฤติกรรมของมนุษย์ ผู้ใช้งาน เช่น ชาวบ้านมีการดำรงอยู่ การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย การใช้สอยต่างๆเกิดขึ้นตามความจำเป็น ทำให้งานสถาปัตยกรรมนั้นๆดูมีคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งใดๆ รวมถึงงานสถาปัตยกรรมในสมัยโบราณที่เมื่อวันเวลาผ่านไปนานเท่าใด ก็ยิ่งทำให้งานเหล่านั้นค่อยๆสึกหรอไปตามกาลเวลาและในที่สุดมันก็จะค่อยๆเลือนหายไป เราในฐานะอนาคตของสถาปนิกเป็นผู้ที่ควรจะต้องมีสำนึกที่จะอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้ได้เช่นไร


นั่นอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาผมได้รับการปลูกฝังถึงความเป็นพื้นถิ่น ความสงบเรียบง่าย ความพอเพียง พอมีพอกิน สถาปัตยกรรมที่สร้างแต่เพียงพอเหมาะ ไม่มีความ ฟุ่มเฟือย การมาทริปนี้ ทำให้ผมรู้จักเพื่อนๆ สนิทกับเพื่อนๆมากขึ้น ทำให้รู้จักอาจารย์หลายๆท่านดีขึ้น และแน่นอน ทำให้ผมรู้จักอาจารย์จิ๋วดีขึ้น เห็นถึงความทุ่มเทของแก เห็นถึงความรักเด็กลาดกระบังของแก ซึ่งจริงๆสำหรับคนในวัยขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องทำอะไรแบบนี้แล้วก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่อาจารย์คนนี้ ซึ่งมีความรู้สึกแค่อยากจะให้ อยากจะสอน พลังของแกมากมายเหลือเกิน มากกว่าผมเด็กวัยรุ่นคนนึง ที่เพียงแค่เดินตามแกต้อยๆ แค่ยกกล้องถ่ายรูป ยังเหนื่อยเลย แต่แกต้องพูดต้องสอนด้วย แดด ก็เจอเท่ากัน แค่นั้นผมยังเหนื่อย พอกลับถึงโรงแรมก็แทบหลับเป็นตาย สำหรับบันทึกนี้ ผมคงขอจบแค่เพียงเท่านี้ ด้วยความรัก และเชิดชูบุคคล ท่านนี้ "อาจารย์จิ๋ว" ขอบพระคุณมากๆครับ สำหรับความตั้งใจในทริปดีๆแบบนี้