พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกในพระราชวังดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระราชวังดุสิต (ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์เรียกว่า พระราชวังสวนดุสิต) ใน พ.ศ. 2444 โดยโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นที่เกาะสีชังเมื่อ พ.ศ. 2435 แต่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโยธาเทพ (กร หงสกุล ต่อมาเป็นพระยาราชสงคราม) เป็นนายงานรื้อพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์จากเกาะสีชังมาสร้างในสวนดุสิต และพระราชทานนามว่า "พระที่นั่งวิมานเมฆ" และทรงวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2443 โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกำกับการออกแบบ และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมพระที่นั่งวิมานเมฆ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2445
พระที่นั่งวิมานเมฆสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ งดงามประณีตและได้รับอิทธิพลการก่อสร้างแบบตะวันตก การก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2444 และได้เสด็จมาประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆ จนกระทั่งพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2445 สร้างเสร็จเรียบร้อยใน พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่ พระที่นั่งอัมพรสถานเป็นการถาวร จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 และพระที่นั่งวิมานเมฆยังคงเป็นสถานที่ประทับของเจ้านายจนกระทั่งสิ้นรัชกาล เจ้านายฝ่ายในและข้าราชบริพารจึงได้กลับมาประทับที่พระบรมมหาราชวัง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆใน พ.ศ. 2468 แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชายา ก็ทรงย้ายออกจากพระที่นั่งวิมานเมฆ และจากนั้นมา พระที่นั่งวิมานเมฆก็มิได้เป็นพระราชฐานที่ประทับของเจ้านายอีก
ในรัชกาลปัจจุบัน พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นปีที่ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงขอพระบรมราชานุญาตซ่อมพระที่นั่งวิมานเมฆ เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันพระที่นั่งวิมานเมฆเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในความดูแลของสำนักพระราชวัง รวมทั้งหมู่พระตำหนักของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในด้วย
ลักษณะขององค์พระที่นั่ง
พระที่นั่งองค์นี้ เป็นอาคารแบบวิตอเรีย ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอล (L) ในภาษาอังกฤษ ยาวด้านละ 60 เมตร สูง 20 เมตร เป็นอาคาร 3 ชั้น ยกเว้นตรงส่วนที่ประทับซึ่งมีรูปร่างเป็นแปดเหลี่ยม มี 4 ชั้น ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหมดทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึ่งฉลุเป็นลายที่เรียกว่าขนมปังขิง
สำหรับพระที่นั่งวิมานเมฆนี้จะแบ่งเป็นห้องชุดต่างๆ 5 สีด้วยกัน คือสีฟ้า เขียว ชมพู งาช้าง และสีลูกพีช (ชมพูอมส้ม) แต่ละห้องจะจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 5 รวมถึงเจ้านายชั้นสูง เช่น ห้องสีเขียว เป็นห้องเครื่องเงินจากประเทศจีน ส่วนชั้นสองเป็นห้องทรงงานของรัชกาลที่ 5 และห้องบนชั้นสามจะเป็นห้องบรรทม แต่ห้องที่งดงามที่สุดในพระที่นั่งวิมานเมฆเห็นจะเป็นห้องท้องพระโรง ที่มีบรรยากาศขรึมขลังอลังการมากที่สุด
(ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/พระที่นั่งวิมานเมฆ)
เข้าชมพระที่นั่งวิมานเมฆ
หลังจากทราบประวัติและลักษณะของพระที่นั่งคร่าวๆแล้วถึงเวลาที่ผมจะไปดู สถานที่จริง แล้ว
เมื่อไปถึงพระที่นั่งวิมานเมฆตั้งอยู่บนถนน ราชวิถี อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร รายล้อมด้วยหมู่พระตำหนัก
ต่างๆมากมาย เช่น
พระที่นั่งอภิเศกดุสิต

พระที่นั่งอภิเศกดุสิต สร้างขึ้นใน พุทธศักราช 2446 แล้วเสร็จใน ปีพุทธศักราช 2447 เพื่อเป็นท้องพระโรงสำหรับพระราชวังดุสิต ตั้งอยู่ด้านหน้าทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งวิมานเมฆ มีคลองร่องไม้หอมกั้นแนวระหว่างพระที่นั่งทั้งสององค์

พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งชั้นเดียวประดับด้วยลวดลายฉลุไม้ เรียกว่า "ลายบุหงา" นอกจากนั้น ยังประดับกระจกสีและลวดลายปูนปั้นที่หน้าบัน ทำให้พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งซึ่งมีเอกลักษณ์และความงดงามอย่างยิ่ง เป็นศิลปะแบบมัวร์

ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้บูรณะพระที่นั่งองค์นี้ เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมของสมาชิกมูลนิธิศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานเปิด เมื่อวันที่ 20 มกราคม พุทธศักราช 2536

ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน

เป็นตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน พระขนิษฐา
ปัจจุบันเป็นอีกตำหนักหนึ่งที่จัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งทรงพระราชทานมาจัดแสดง อาทิ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดนตรี พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์

ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณวดี
เดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรุณวดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทาน พระขนิษฐา
ปัจจุบันจัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ซึ่งโปรดเกล้าฯ พระราชทานมาให้จัดแสดง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยอย่างจริงจังในงานศิลปะ การถ่ายภาพมาแต่ครั้งทรงพระเยาว์ และทรงพระปรีชาสามารถในการถ่ายภาพ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่นำมาจัดแสดงสะท้อนให้เห็น ทั้งอัจฉริยภาพด้านศิลปะ และพระราชหฤทัยที่ทรงทุ่มเทเพื่อการพัฒนาความเป็นอยู่ของพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศ


ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์


ตำหนักหลังนี้เดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์พระขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว ปัจจุบันจัดแสดงนาฬิกาโบราณ และของที่ระลึกจากต่างประเทศ นาฬิกาโบราณที่นำมาจัดแสดงนี้เป็นนาฬิกาที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อมาจากต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา บางเรือนเป็นนาฬิกาที่ทรงสั่งทำพิเศษ และยังมีนาฬิกาที่พระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลต่าง ๆ นำมาทูลเกล้าฯ ถวายอีกด้วย

ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา

ตำหนักหลังนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานพระองค์เจ้าหญิงอรไทยเทพกัญญา พระขนิษฐา ปัจจุบันจัดแสดงพระภูษาและผ้าโบราณ โดยนำผ้าในราชสำนัก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาทิ ผ้ายกไหมเซี่ยงไฮ้ ผ้าอัดลัต ผ้ายกทอง ผ้าต่วน ผ้าปูม ผ้าลายอย่าง ฯลฯ และด้วย พระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไหมของ มูลนิธิศิลปาชีพมาจัดแสดง


ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา

ตำหนักหลังนี้เป็นที่ประทับของกรมหลวงวรเสรฐสุดา พระราชธิดาในรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นพระผู้อภิบาลสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ สมเด็จพระราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปัจจุบันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานศิลปวัตถุวัฒนธรรมบ้านเชียง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมาจัดแสดง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2542

ตำหนักสวนฝรั่งกังไส (อาคารเครื่องราชูปโภค 1)

เดิมเป็นที่ประทับของพระราชชายา เจ้าดารารัศมีในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาปั้นหยา สร้างขึ้นใน พุทธศักราช 2451 แล้วเสร็จในปีถัดมา

ปัจจุบันภายในตำหนักเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพสีน้ำมันและเครื่องราชูปโภค ต่าง ๆ เช่น เครื่องชุมสายหักทองขวาง พระที่นั่งกงเรือ บุษบก ฯลฯ ส่วนภาพสีน้ำมันแสดงภาพพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์

พระตำหนักสวนหงส์


พระตำหนักสวนหงส์ เป็นพระตำหนักเรือนไม้สองชั้น ตามเชิงชาย ระเบียง และคอสองประดับด้วยลวดลายไม้แกะสลัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างพระราชทานสมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี) ซึ่งเสด็จฯ มาประทับที่พระตำหนักนี้เมื่อปี พุทธศักราช 2445 ถึงพุทธศักราช 2453 ปัจจุบันภายในพระตำหนักสวนหงส์จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพงานพระราชพิธีโบราณต่าง ๆ เช่น พระราชพิธี สมโภชเดือนขึ้นพระอู่ พระราชพิธีเสด็จสถลมารค และชลมารค พระราชพิธีตรียัมปวาย นอกจากนี้ยังจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิราลงกรณสยามมกุฎราชกุมาร ฯลฯ ภาพงานพระราชพิธีเหล่านี้ ถือเป็นภาพที่มีค่าทางประวัติศาสตร์

อาคารรถม้าพระที่นั่ง 1, 3

อาคารสองหลังนี้ตั้งอยู่ใกล้กับพระตำหนักสวนหงส์ ปัจจุบันจัดแสดงรถม้าพระที่นั่ง โดยอัญเชิญรถม้าพระที่นั่งที่ใช้ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว มาจัดแสดงทั้งสิ้น 23 องค์ เช่นรถม้าพระที่นั่งแบบพอสติเลียน แลนดอ เป็นรถม้าพระที่นั่งแบบสองตอน จากประเทศอังกฤษ เคยใช้ในพระราชพิธีกฐินหลวง หรือเสด็จฯ งานพระราชพิธีต่างๆ รถม้าพระที่นั่งแบบเสตทโคช เป็นรถม้าพระที่นั่งที่เคยทรงใช้ในคราวเสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

พิพิธภัณฑ์รถม้าพระที่นั่งแห่งนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเป็นครั้ง แรกเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2535.

อาคารเครื่องราชูปโภค 2
เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ที่สร้างและเปิดเป็นครั้งแรกเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2535 ปัจจุบันจัดแสดงเครื่องราชูปโภค เช่น พระวอจตุรมุข พระวอประเทียบ มณฑปเพลิง
พระตำหนักสวนบัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักสวนบัวขึ้น เพื่อพระราชทานแด่พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระ สุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาเธอ ซึ่งทรงกำกับการดูแลพระเครื่องต้น เนื่องจากทรงมีพระปรีชาด้านการปรุงอาหารทั้งเครื่องคาว-หวาน ปัจจุบันพระตำหนักสวนบัวเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุซึ่งมีผู้ทูล เกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ในปีพุทธศักราช 2542


ตำหนักหอ

เป็นตำหนักแรกในวังบางขุนพรหม ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว ทรงใช้เป็นที่ประทับ ภายหลังจากทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าประสงค์สม ไชยยันต์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พุทธศักราช 2446

ในปี พุทธศักราช 2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันมีพระราชดำริ ให้รื้อย้ายตำหนักหอจากวังศุโขทัยมาปลูกสร้าง ณ พระราชวังดุสิต

ปัจจุบัน ภายในตำหนักหอใช้เป็นที่จัดแสดงของใช้ส่วนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งอัญเชิญมาจากวังศุโขทัย และจัดแสดงศิลปวัตถุเครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัยและอยุธยาที่จมอยู่ใต้ทะเล แถบตะวันออกและทางใต้ของประเทศไทย
พระตำหนักสวนสี่ฤดู

เดิมเป็นตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรม ราชินีนาถ สมเด็จพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรี ราชสิรินธร พระราชปิตุฉาเจ้า นอกจากนี้พระตำหนักแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรม ราชชนนี ขณะทรงพระเยาว์ ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายตัวเป็นข้าหลวงในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลย-อลงกรณ์ฯ

ปัจจุบันพระตำหนักสวนสี่ฤดูจัดแสดงสิ่งของและศิลปวัตถุ ที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539


พระตำหนักวังสวนกุหลาบ


เดิมเป็นวังที่ประทับของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ซึ่งเสด็จฯ มาประทับอยู่ที่วังนี้ตราบจนสิ้นพระชนม์ในปีพุทธศักราช 2467 ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวังดุสิตอัญเชิญภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์มาจัดแสดงภายในพระตำหนักวัง สวนกุหลาบ

การเดินทางของผมในวันนั้น
ผมเริ่มเข้าจากประตูฝั่งถนนอยู่ทองในซึ่งจะพบกับพระที่นั่งอภิเศกดุสิตก่อนเป็น ที่แรกการจัดสวนเป็นพื้นที่สนามหญ้ากว้างเปิดโล่ง มีลักษณะของวงเวียนมีบริเวณ ดรอปออฟ ช่วยส่งเสริมความยิ่งใหญ่ให้กับอาคารทรงยุโรปที่ประดับประดาด้วยลายฉลุไม้ ที่เรียกว่า "ลายบุหงา" ได้เป็นอย่างดี
เมื่อเดินมาเรื่อยๆ ก็จะพบกับอาคารประชาสัมพันธ์ ,อาคารจำหน่ายของที่ระลึก และอาคารสำนักงาน ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารสมัยใหม่ ซึ่งไม่ค่อยเข้ากับบริบทรอบข้างซักเท่าไหร่ ตรงนี้ผมคิดว่าของข้อเสียอย่างหนึ่งของที่นี่ หากให้ความพิถีพิถัน กับอาคารใหม่มากกว่านี้ คงจะดีขึ้นไม่น้อย
การที่เราจะเข้าไปชมพระที่นั่งวิมานเมฆนั้นต้องผ่านอาคารขายของที่ระลึกก่อน ซึ่งแน่นอว่าเราจะต้องซื้อบัตรด้วย แต่บัตรในการเข้าชมนั้นไม่ได้ขายอยู่ในอาคารขายของที่ระลึกนี้ แต่ขายอยู๋ตรงปากทางเข้าซึ่งอยู่บริเวณลานจอดรถซึ่ง เป็นคนละทางกับที่ผมเดินเข้ามา ผมจึงต้องเดินไปทางนั้นเป็นที่จะซื้อ บัตรเข้าชม ราคาค่าบัตรนั้นก็ถือว่าไม่แพงเลย ผู้ใหญ่ท่านละ 75 บาท เด็ก นักศึกษา นักบวช 20 บาท แต่เนื่องจากผมเพิ่งกระเป๋าเงินหายทำให้ บัตรนักศึกษาของผมก็หายไปด้วย การทำบัตรนักศึกษาใหม่ของ เทคโนลาดกระบังฯ นั้นใช้เวลาทำ 2 เดือนขึ้นไปกว่าจะได้ ทำให้ผมต้องซื้อบัตรในราคา 75 บาท
จานั้นผมก็เดินกลับไปที่ อาคารขายของที่ระลึก การจะเข้าชมพระที่นั่งวิมานเมฆนั่น ต้องแต่งการเรียบร้อยบริเวณด้านหน้าจะมีจุดประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะมี เสื้อ กางเกง ให้เปลี่ยน และการจะเข้าชมพระที่นั่งนั้น ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด ทุกคนต้องฝากกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ ไว้ในล็อคเกอร์ ซึ่งแน่นอนเสียตัง อีก 20 บาททำให้ผมไม่ สามารถเก็บภาพภายในมาให้ชมได้
ผมลืมบอกไปว่า ในวันนั้นไม่มีใครพูดภาษาไทยกับผมเลย ทุกคนพูดภาษาอังกฤษใส่ผม ตลอด และ เมื่อเข้าไปด้านใน เจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษใส่ผม แล้ว จับผมเข้าไปอยู๋ใน กรุ๊ป ที่เจ้าหน้าที่จะอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ แล้ว ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของผมนั้นก็ดีมากเสียด้วย(ประชด) แต่ไม่เป็นไรก็เดินๆตามเขาไป
พระที่นั่งวิมานเมฆนั้น มีความสวยงาม งดงาม อลังการ ซึ่งเห็นได้ตั้งแต่ภายนอกแล้ว การจัดวางอาคารเป็นรูปตัว L ทำให้เกิดการโอบล้อม การเจาะช่องทำให้เกิดความโปร่ง การออกแบบที่มีความปราณีต พิถีพิถัน ในส่วนภายในนั้น เจ้าหน้าที่จะ จัดเส้นทางการเดินไว้ให้เราค่อยๆเดินชมจากชั้นล่างขึ้นไปชั้นบน จากห้องแสดงวัตถุโบราณต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็น วัตถุโบราณที่ได้มาจากประเทศต่างๆ จากการเสด็จประภาสต้น บ้าง ต่างชาติ ให้มาบ้าง จนกระทั่งถึงชั้นบนสุดซึ่งเป็นห้องบรรทม ซึ่งภายในนั้นมีการออกแบบที่วิจิตร บรรจง การใช้สีในส่วนต่างๆ เพื่อบอกความสำคัญ ,พื้นไม้ ,ฝ้าเพดาน ทุกๆจุดล้วนงดงาม ,การจัดวางฟังก์ชั่น ต่างๆ ,รายละเอียดของบันได จุดต่างๆ ,บริเวณทางเข้ามีการวางกระจกไว้เพื่อให้คนที่อยู่ภายนอกมองเข้ามาเห็นภายใน และทำให้คนที่อยู่ภายในเห็นออกไปภายนอก ตอนแรกที่ฟังเป็นภาษาอังกฤษผม ก็ไม่แน่ใจ จึงลองถามเจ้าหน้าที่ดู เขาก็บอกว่าการตั้งกะจกบริเวณนี้มีมาตั้งแต่สมัยร.5 แล้วจริงๆ และ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างนอกจากความสวยงามในอดีตแล้ว คือการเอาในใส่ใน การอนุรักษ์ ซึ่งเห็นได้จากการบูรณะส่วนต่างๆ เพื่อให้เป็นเหมือนอย่างที่สุด และติดเครื่องปรับอากาศ การซ่อนงานระบบต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าในสมัยก่อนนั้นไม่มี ซึ่งทุกจุดทำออกมาได้อย่างไม่ขัดหู ขัดตา เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง
การเดินชมภายในพระที่นั่งวิมานเมฆนั้นใช้เวลาราว 45 นาที ซึ่งนับเป็น 45 นาที ที่คุ้มค่าอย่างมาก การได้เดินรอบเดียวกับฝรั่งทำให้ผมเห็นว่า ฝรั่ง ทึ่งกับ ที่นี่เพียงใด การได้เดินรอบเดียวกับฝรั่งทำให้ผมเห็นว่า เจ้าหน้าที่ที่พาเดินชม มีความภูมิใจในสถานที่แห่งนี้เพียงใด ซึ่ง มันแสดง ออกมาทางน้ำเสียง ทางแววตา และรอยยิ้ม ซึ่งอาจหาไม่ได้จากการพาคนไทยเดินชม การได้เดินรอบเดียวกับฝรั่งทำให้ผมเห็นว่า ผมภูมิใจในความเป็นไทยมากขึ้นอีกไม่รู้็เท่าไหร่
จากนี้จะเป็นภาพบรรยากาศภายนอกซึ่ง เจ้าหน้าที่บอกผมว่าให้เดินแอบๆถ่ายได้ ก็เลยได้ภาพมาเพียงเท่านี้
สถานที่แห่งนี้ช่างงดงาม ถึงแม้จะถูกบรูณะ แต่ความรู็สึกขลัง ก็ยังคงอยู่ ความรู้สึกภูมิใจในความเป็นไทย ความรู้สึกภูมิใจในความสามารถของคนไทย ในฐานะที่ผมเป็นคนไทย
