.........สถาปนิก...คำนี้ เมื่อก่อนฉันก็ไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร รู้แค่เพียงว่า สถาปนิกคือคนที่ออกแบบบ้าน ตึก อาคารต่างๆ และเป็นอาชีพที่เห็นได้ทั่วไปในละคร และละครเรื่องแรกที่ฉันจำได้คือ "สามหนุ่มสามมุม"ละครที่พูดถึงชีวิตของสามพี่น้อง "เอก ,ทศ ,พี" ในละครตัวพี่คนรองถือโมเดลบ้านเดินไปเดินมา ซึ่งฉันเองก็ยังไม่รู้หรอกว่านั่นคือสถาปนิก ในเวลานั้นฉันก็เห็นว่ามันเท่ห์ดี แต่เมื่อฉันเริ่มเติบโตขึ้นกาลเวลาเปลี่ยนไปการคบเพื่อน รวมถึงสังคมทั้งหลายหล่อหลอมให้ฉันเปลี่ยนไป ฉันลืมภาพของ ตัวละคร ทศพล ที่ถือโมเดลไปแล้ว ฉันหันไปชอบในเรื่องของศิลปะมากกว่า หันไปชอบในเรื่องการวาดรูป ,การถ่ายภาพ แต่ในขณะเดียวกันนั้นตัวฉันก็เรียนใน สายวิทย์-คณิต ด้วยความคิดที่ ว่าการเรียนทางสายนี้ เมื่อตอนสอบเอ็นทรานซ์ จะสามารถเลือกคณะต่างๆได้กว้างกว่า เพราะตอนนั้นฉันเอง ก็ยังไม่แน่ใจในตัวเองเหมือนกันว่าต้องการจะเรียนในคณะ หรือ สาขา วิชาใด คงเหมือนกับเด็กในวัยนั่นทั่วไป ที่มีความสับสน ยังไม่สามารถรู้ว่าตัวเองนั่นชอบในเรื่องใด แต่แล้วก็คงถึงวันที่ต้องเลือกทางเดินจริงๆ ฉันด้วยความที่เรียนในสายวิทย์-คณิต และชอบในศิลปะก็เลยมองหาสาขาวิชาที่คิดว่าน่าจะเรียนอย่างมีความสุขที่สุดในเวลา สี่ ปี ของการเรียนมหาวิทยาลัย แล้วฉันก็รู้ว่าฉันชอบตึก ชอบอาคาร ชอบโมเดลบ้าน ประกอบกับลุงของฉัน เป็นสถาปนิก เมื่อได้ลองคุยกับท่านดูแล้วฉันก็คิดว่าเนี่ยแหล่ะ คือ สิ่งที่ฉันอยากจะเป็น สิ่งที่ฉันน่าจะมีความสุขกับมันไป ตลอด สี่ ปีในการเรียนมหาวิทยาลัย
.........แต่...ไม่ใช่ คณะนี้เรียน ห้า ปี แต่ไม่เป็นไรเพราะฉันคิดแล้วว่าฉันคงจะมีความสุขกับมัน แล้วก็ถึงวันที่ฉันได้เข้ามาเรียนที่แห่งนี้ "คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาสถาปัตยกรรม" ใน "สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง" เมื่อครั้งแรกที่ฉันมาถึง ที่นี้ฉันได้แต่คิดว่า สวยจัง ใหญ่จัง เป็นคณะสถาปัตย์ ที่กว้างใหญ่ที่สุดแล้วก็ว่าได้ แต่เมื่อได้เรียนแล้ว ฉันก็ได้แต่คิดว่ามันช่างเหนื่อยเหลือเกิน ทำไมต้องทำงานเยอะขนาดนี้ แต่มันก็มีความสนุกแฝงอยู่ ในปีหนึ่งนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวจริงๆ ทั้งเหนื่อยทั้งหนัก ต่างจากที่เคยฟังรุ่นพี่ทั้งหลายพูดถึงมาก ทั้งๆที่ พี่ๆบอกนั่นก็บอกว่ามันหนักมาก แต่ไม่ได้ลองด้วยตัวเองคงไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ แต่ด้วยบรรยากาศการเรียน ความเป็นพี่เป็นน้องที่ฉันคิดว่าคงหาไม่ได้จากมหาลัยอื่น หรือ คณะอื่น ความถ้อยทีถ้อยอาศัย พี่ช่วยน้อง น้องช่วยพี่ ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและผ่านมันไปได้ แต่นั่นยังไม่หมด เมื่อขึ้นปีสองฉันได้รู้จักกับความว่า เหนื่อยและหนัก ซึ่งมันมากกว่าเดิมเพื่อนๆบางคนเริ่มหายไป เพื่อนๆบางคนเริ่มต้องเรียนหกปี โอ้...โหดร้ายจริงๆ แต่ ฉันก็ยังผ่านมาได้ แม้จะเป็นการผ่านมาอย่างคาบลูกคาบดอก แต่ช่างเถอะฉันผ่านมาแล้ว ในการเรียนปีที่สาม ฉันเรียนรู้จากปีที่แล้ว เริ่มเข้าใจว่าต้องเรียนอย่างไร ฉันเริ่มปรับตัวได้และเริ่มสนุกกับการเรียนยิ่งขึ้นทำให้เป็นปีที่ฉันมีความสุขที่สุด และแล้วมันก็มาถึงการเรียนในชั้นปีที่สี่ ชั้นปีที่รุ่นพี่ทั้งหลายเคยพูดไว้ว่าโหดร้ายที่สุด อาจเพราะวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร หรือที่เราเรียกกันว่า คอน นั่นเอง ฉันจะไม่พูดถึง แต่ก็นั่นแหล่ะชั้นผ่านมาแล้ว และตอนนี้ฉันสามารถมาเรียนอยู่ในชั้นปีที่ห้า ได้แล้ว "เฮ้อออ.... รอดมาได้ไงกู" บางทีฉันก็ถอนหายใจเบาๆ
.........ด้วยการเรียนที่ เหนื่อยและหนักนี้ ทำให้ฉันได้เข้าใจคำว่าสถาปนิกมากขึ้น ทำให้รู้ว่ามันไม่ได้เท่ห์ และไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายๆคนคิด การทำงานที่เหนื่อยและหนักนั่นเหมือนเป็นการฝึกฝน การฝึกความรับผิดชอบซึ่งต้องมีมากเหลือเกินในวิชาชีพนี้ ฉันเริ่มเข้าใจมากขึ้น สถาปนิกนั้นเป็นอาชีพที่สามารถกำหนดพฤติกรรมคนได้ สามารถทำให้คนเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาได้ แต่นั่นแหล่ะ นั่นเป็นสิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องการหรือไม่ และเพื่อให้การออกแบบเป็นไปตามที่ผู้คนต้องการมากที่สุด การหาข้อมูลจึงเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่บ้าน สถาปนิกต้องทำความรู้จัก เรียนรู้และประมวลลูกค้าได้ ในอาคารที่ใหญ่ขึ้นสถาปนิกก็ต้องเรียนรู้มากขึ้นถึงพฤติกรรมต่างๆ ของผู้คนที่จะเข้ามาเดินและใช้ชีวิตอยู่ภายในโครงการ และด้วยการที่ต้องมีความรับผิดชอบสถาปนิกก็ต้องไม่ลืมที่จะคำนึงถึงบริบทต่างๆรอบข้างโครงการ รวมถึง สิ่งแวดล้อมต่างๆ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สถาปนิก เป็นอาชีพ หนึ่งที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด แต่ก็สถาปนิกอีกนั่นแหล่ะที่จะสามารถกำหนดได้ว่าอาคารนั่นๆจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากแค่ไหน แต่สถาปนิก ก็ไม่สามารถทำเรื่องเล่านั้นได้เพียงคนเดียว หรือเพียงอาชีพเดียว การที่จะทำได้นั้นต้องอาศัย ทั้งเจ้าของโครงการ ,วิศวกรสาขาต่างๆทั้ง โครงสร้าง ,สุขาภิบาล ,ไฟฟ้า และในบางครั้งก็ต้องมีวิศวกรเครื่องกล มาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้สถาปนิกเป็นอาชีพที่ต้องพบผู้คนหลากหลายหน้าที่การงาน ซึ่งมีทั้งคนดี และคนที่คิดจะเอาผลประโยชน์จากเรา ดังนั้นสถาปนิกจึงต้องทำงานอย่างมีขั้นตอน มีระบบ และมีการตกลงที่แน่นอน ที่สำคัญนั้นต้องมีความซื่อสัตย์ มีจรรยาบรรต่อวิชาชีพ ในบางครั้งถ้ามีโอกาสเราก็ควรทำงานให้สาธารณะบ้าง สถาปนิกนั้นถือเป็นอาชีพหนึ่งที่มีเกียรติ ในวันนี้ฉันจึงภูมิใจอย่างยิ่งว่า อีกไม่นานถ้าไม่มีอะไรที่ผิดคาดเกิดขึ้น ฉันจะสามารถเรียกตัวเองว่า "สถาปนิก" ได้อย่างเต็มตัวสักที และฉันจะพยามเป็น "สถาปนิก" ที่ดีให้ได้

อ่านแล้วครับ.......
ตอบลบ